ชื่องาน : การเปรียบเทียบจุดคุ้มทุนและระยะคืนทุนของการปลูกข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง อ้อย ยางพารา 

            และยูคาลิปตัส

The Comparison of Break Even Point and Payback Period for Growing Jasmine Rice,

          Cassava, Sugarcane, Rubber Trees and Eucalyptus Trees

วารสาร/งานประชุมวิชาการ: การประชุมวิชาการระดับชาติ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

ผู้เขียน: ผศ. อริยพงษ์ พลั่วพันธ์

ระดับ: ระดับชาติ

ปี: 2558

สถานะผู้เขียน: ผู้เขียนหลัก

บทคัดย่อ:

        งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์หาจุดคุ้มทุนและระยะเวลาคืนทุนของการปลูกข้าวหอมมะลิ มันสำปะหลัง อ้อย ยางพาราและยูคาลิปตัส ในขนาดพื้นที่ 10 ไร่เท่าๆ กัน โดยนำข้อมูลต้นทุนการดำเนินการต่างๆ ที่ได้จากการสัมภาษณ์เกษตรกร ผู้เพาะปลูกพืชทั้ง 5 ชนิด และการพยากรณ์มาวิเคราะห์หาจุดคุ้มทุนและระยะเวลาคืนทุนจากตารางกระแสเงินสด

        การวิเคราะห์การปลูกข้าวหอมมะลิ พบว่ามีต้นทุนการดำเนินการทั้งหมด 551,190 บาท การผ่อนชำระเงินต้น 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 เท่ากับ 42,377.10 บาท

การวิเคราะห์การปลูกมันสำปะหลัง พบว่ามีต้นทุนการดำเนินการทั้งหมด491,300บาท การผ่อนชำระเงินต้น 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 เท่ากับ 42,377.10 บาท

        การวิเคราะห์การปลูกอ้อย พบว่า มีต้นทุนการดำเนินการทั้งหมด 4,933,670 บาท การผ่อนชำระเงินต้น 550,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 เท่ากับ 120,699.33 บาท   

การวิเคราะห์การปลูกยางพารา พบว่ามีต้นทุนการดำเนินการทั้งหมด 2,435,103 บาท การผ่อนชำระเงินต้น 750,000บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 เท่ากับ 164,590.19 บาท

        การวิเคราะห์การปลูกยูคาลิปตัสพบว่ามีต้นทุนการดำเนินการทั้งหมด 214,740 บาท การผ่อนชำระเงินต้น 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 7 เท่ากับ 42,377.10บาท

          ผลการเปรียบเทียบจุดคุ้มทุนพบว่าพืชที่มีจุดคุ้มทุนโดยใช้ปริมาณผลผลิตที่น้อยที่สุดคือยางพารา 14.97 ตัน (น้ำยางดิบ) รองลงมาคือข้าวหอมมะลิ  47.66 ตัน (ปริมาณข้าวหอมมะลิ) มันสำปะหลัง 190.63ตัน (หัวมันสำปะหลัง) ยูคาลิปตัส812.17 ตัน (น้ำหนักไม้) และอ้อย5,703.53 ตัน (ปริมาณอ้อย)ตามลำดับ

        ผลการเปรียบเทียบระยะคืนทุนพบว่าพืชที่มีระยะคืนทุนเร็วที่สุดคือมันสำปะหลังใช้เวลาคืนทุน 1 ปี รองลงมาคือ ข้าวหอมมะลิ 4.9 ปี อ้อย 6.8 ปี ยางพารา 8.9 ปี และยูคาลิปตัส9.1 ปี ตามลำดับ

 

Abstract :

The objective of the study was to analysis of the break even point and payback period of  growing jasmine rice , cassava, sugarcane,  rubber trees and eucalyptus trees each in  an area of 10 rai. The data about investment and operation derived from interviewing agriculturists growing5 kinds of vegetation was used for the forecast for analysis of break even points and payback periods using cash flow records

An analysis of jasmine rice cultivation showed that the cost of operation was551,190 baht. Repayment of the principal,100,000 baht, with interest of 42,377.10 baht.

An analysis of cassava cultivation showed that the cost of operation was491,300 baht. Repayment of the principal,100,000 baht, with interest of 42,377.10 baht.

An analysis of sugarcane cultivation showed that the cost of operation was 4,933,670 baht. Repayment of the principal, 550,000 baht, with interest of 120,699.33 baht.

An analysis of rubber trees cultivation showed that the cost of operation was 2,435,103 baht. Repayment of the principal, 750,000 baht, with interest of 164,590.19 baht.

An  analysis  of   eucalyptus   trees cultivation  showed  that  the cost of operation was  214,740 baht.  Repayment of the principal ,100,000 baht, with interest of 42,377.10 baht.

Results of the comparison of break even point showed that the rubber tree had the least break even point at 14.97 metric tons, next below jasmine rice had break even point at 47.66 metric tons,  cassava 190.63 metric tons, eucalyptus trees 812.17 metric tons and sugarcane 5,703.53 metric tons respective.

Results of the comparison of payback period showed that the cassava had the least payback period of 1 year, next below jasmine rice had payback period of 4.9 years, sugarcane 6.8 years, rubber trees 8.9 years and eucalyptus trees 9.1 years respective.

 

 https://www.youtube.com/watch?v=RqgZ8ADgh-0

 Download: Abstract_pdf